ข้ามไปเนื้อหาหลักPRODUCTS
จ-ศ 8:30-17:30

ขนาดสายไฟวัดยังไงให้ถูกต้อง ? เลือกสายไฟโรงงานอย่างมืออาชีพ

24 กุมภาพันธ์ 2569NYX Cable Teamอ่าน ~3 นาที
ความรู้สายไฟ

div div div div div blockquote p สรุปเนื้อหา p p การวัดและเลือกขนาดสายไฟอย่างถูกต้อง ต้องเริ่มจากความเข้าใจหน่วยวัดที...

สรุปเนื้อหา

การวัดและเลือกขนาดสายไฟอย่างถูกต้อง ต้องเริ่มจากความเข้าใจหน่วยวัดที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ตารางมิลลิเมตร (sq.mm.), AWG (American Wire Gauge) และมิลลิเมตร (mm) ซึ่งแต่ละหน่วยมีความหมายและการใช้งานแตกต่างกัน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการอ่านสเปกและออกแบบระบบไฟฟ้า รวมถึงการคำนวณพื้นที่หน้าตัดของสายไฟและการเลือกขนาดท่อร้อยสายให้เหมาะสม ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัย รองรับกระแสไฟได้เพียงพอ และเหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรม

Table of Content

ทำความเข้าใจขนาดสายไฟ

ตารางเทียบ AWG กับ sq.mm.

วิธีเลือกสายไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน

เคล็ดลับและข้อควรระวังในการใช้สายไฟ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัดและเลือกขนาดสายไฟ (FAQs)

การเลือกสายไฟให้เหมาะสมกับการใช้งานไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และอายุการใช้งานของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องรองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง หากเลือกขนาดสายไฟไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาสายไฟร้อน ไฟตก หรือร้ายแรงถึงขั้นไฟฟ้าลัดวงจรได้

ดังนั้น การเข้าใจว่าขนาดสายไฟวัดยังไง รวมถึงการอ่านและใช้งานตาราง AWG เทียบ sq.mm. อย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณเลือกสายไฟได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นงานติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบคอนโทรล หรือสายสัญญาณในโรงงานอุตสาหกรรม บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีเลือกสายไฟให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ทำความเข้าใจขนาดสายไฟ

ขนาดสายไฟคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ?

ขนาดสายไฟ คือ พื้นที่หน้าตัดของตัวนำไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นทองแดง โดยนิยมวัดเป็นหน่วย ตารางมิลลิเมตร (ตร.มม. sq.mm. หรือ มม² mm²) ขนาดของสายไฟจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการนำกระแสไฟฟ้า ยิ่งพื้นที่หน้าตัดมาก ก็ยิ่งรองรับกระแสได้สูงและเกิดความร้อนน้อยลง

ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะระบบเครื่องจักรและระบบคอนโทรล หากเลือกใช้สายไฟที่มีขนาดเล็กเกินไป จะทำให้สายไฟร้อนเร็ว ฉนวนเสื่อมสภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของอุปกรณ์ ในทางกลับกัน การเลือกขนาดสายไฟที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างเสถียร ลดการสูญเสียพลังงาน และยืดอายุการใช้งานของทั้งสายไฟและเครื่องจักร

รู้จักหน่วยวัดขนาดของสายไฟ

ก่อนวัดหรือเลือกขนาดสายไฟ จำเป็นต้องเข้าใจหน่วยวัดที่ใช้เรียกขนาดสายไฟให้ถูกต้อง เนื่องจากมีหลายมาตรฐานที่ใช้งานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยหน่วยหลักที่พบได้บ่อยมี 3 แบบ ดังนี้

1. ตารางมิลลิเมตร (ตร.มม. sq.mm. หรือ มม² mm²)

หน่วยวัดพื้นที่มาตรฐานสากล (IEC) และเป็นมาตรฐานหลักที่ใช้ในประเทศไทย (มอก.) ใช้บอกพื้นที่หน้าตัดของตัวนำทองแดงโดยตรง ยิ่งตัวเลขมาก ยิ่งรองรับกระแสไฟฟ้าได้สูง เหมาะสำหรับการออกแบบระบบไฟฟ้าและงานอุตสาหกรรม

2. AWG (American Wire Gauge)

หน่วยวัดพื้นที่มาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา นิยมใช้กับสายสัญญาณและสายคอนโทรล จุดที่ต้องระวังคือ ตัวเลข AWG จะสวนทางกับขนาดจริง กล่าวคือ เลข AWG ยิ่งน้อย สายยิ่งมีขนาดใหญ่ เช่น 14 AWG จะใหญ่กว่า 24 AWG

3. มิลลิเมตร (mm.)

หน่วยวัดความยาวที่ใช้บอกเส้นผ่านศูนย์กลางของสาย หรือความหนาฉนวน ไม่ใช่พื้นที่หน้าตัด ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เลือกขนาดกระแสไฟได้โดยตรง นอกจากนี้ การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์หรือตัวนำแกนฝอยเพื่อนำคำนวณ ก็ไม่สามารถระบุขนาดสายไฟจริงได้ เพราะสายไฟไม่ได้มีรูปทรงสมมาตรพอดี

ขนาดสายไฟวัดยังไง ?

สำหรับช่างเทคนิคหรือวิศวกรที่ต้องการตรวจสอบขนาดสายไฟในหน้างาน สามารถทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

การอ่านจากเปลือกฉนวน

เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด โดยดูข้อมูลที่สกรีนบนฉนวนสายไฟ เช่น 3G1.5 sq.mm. หมายถึง สาย 3 แกน และแต่ละแกนมีพื้นที่หน้าตัด 1.5 ตารางมิลลิเมตร

การคำนวณพื้นที่หน้าตัด (sq.mm.)

เมื่อทราบค่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นฝอยของตัวนำแล้ว สามารถคำนวณพื้นที่หน้าตัดได้จากสมการ ดังนี้

สมการหาพื้นที่หน้าตัด A = N * ( π*D²/4)

โดยที่

A = พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ (sq.mm.)

N = จำนวนเส้นฝอยของตัวนำ

D = เส้นผ่านศูนย์กลางของสายไฟ

กรณีเลือกท่อร้อยสายไฟ ให้ดูค่าเส้นผ่านศูนย์กลางรวมฉนวนจากแค็ตตาล็อกผู้ผลิต แล้วคำนวณพื้นที่หน้าตัด จากนั้นเลือกขนาดท่อที่ใช้พื้นที่ไม่เกิน 40% เพื่อให้เดินสายได้สะดวก ระบายความร้อนได้ดี และปลอดภัยตามมาตรฐาน

ดูขนาดจากความต้านทานตัวนำสูงสุดที่อุณหภูมิ 20 องศา (Ohm/km)

ในอดีต เมื่อหลายสิบปีก่อน เทคโนโลยีการผลิตทองแดงยังไม่บริสุทธิ์เท่าปัจจุบัน การทำให้สายไฟนำกระแสได้ดี จึงต้องเน้น “เพิ่มปริมาณทองแดง” ให้มากที่สุดเพื่อชดเชยความไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นเราจึงชินกับการวัดขนาดหน้าตัด (Cross-sectional  Area) ว่าต้องตรงตามตัวเลขเป๊ะ ๆ ตามที่ระบุ

แต่ในยุคปัจจุบัน ทองแดงที่ใช้ผลิตสายไฟมีความบริสุทธิ์สูงมากถึง 99.99% ทำให้การนำไฟฟ้าดีเยี่ยม หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดสายต้องใหญ่เหมือนในอดีต แต่คือการทำให้กระแสไฟไหลผ่านได้สะดวกที่สุดโดยไม่เกิดความร้อนสะสม ส่งผลให้สายไฟสามารถทำขนาดเล็กลงได้ แต่คุณสมบัติการนำไฟฟ้ายังคงเท่าเดิม

มาตรฐานสากลอย่าง IEC 60228 ซึ่งมาตรฐาน มอก. ของไทยก็อ้างอิงตามนี้ จึงยกเลิกการกำหนดขนาดหน้าตัดทางกายภาพ (Geometric Area) แบบเป๊ะ ๆ และเปลี่ยนไปใช้การกำหนดค่าความต้านทานตัวนำสูงสุดที่อุณหภูมิ 20°C (Max Conductor Resistance @ 20°C) แทน

เปรียบเสมือน “ถนน” กับ “รถยนต์”

แบบเก่า : บังคับว่าถนนต้องกว้าง 10 เมตร รถถึงจะวิ่งได้ดี โดยไม่สนใจพื้นถนนขรุขระ

แบบใหม่ : บังคับว่า “ทำยังไงก็ได้ให้รถวิ่งได้เร็วและลื่นไหลที่สุด” ถ้าใช้ยางมะตอยคุณภาพดี (ทองแดงบริสุทธิ์) ถนนกว้าง 9.5 เมตร รถวิ่งฉิว ไม่เกิดความร้อน ก็ถือว่าผ่านและมีคุณภาพเยี่ยม

หมายเหตุ : การตรวจสอบขนาดสายไฟตามมาตรฐานสากล จะไม่ใช้การวัดขนาดภายนอกหรือคำนวณพื้นที่หน้าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การวัดค่าความต้านทานของตัวนำ (Conductor Resistance) ด้วยเครื่องมือวัดละเอียด (Bridge) ในห้องแล็บ โดยทดสอบที่อุณหภูมิ 20°C เพื่อยืนยันว่าสายไฟความยาว 1 เมตรมีค่าความต้านทานไม่เกินค่าที่มาตรฐานกำหนด (ค่าต่ำยิ่งดี)

ดังนั้น sq.mm. คืออะไร ?

คำว่า 1.5 sq.mm. หรือ 2.5 sq.mm. ในปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงพื้นที่หน้าตัดทางเรขาคณิตอีกต่อไป แต่เป็นเพียงชื่อเรียกขนาด (Nominal Cross-sectional Area) เพื่อให้สื่อสารตรงกัน เข้าใจง่าย และเลือกเบรกเกอร์ได้ถูกขนาด

ผู้ผลิตสายไฟแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงแบรนด์มาตรฐาน มอก. ทุกแบรนด์ จะผลิตสายไฟที่ขนาดหน้าตัดจริงอาจเล็กลงเล็กน้อย แต่สามารถจ่ายกระแสไฟได้เต็ม 100% ตามสเปก เพราะค่าความต้านทาน (Ohm/km) ต่ำกว่าหรือเท่ากับที่มาตรฐานกำหนด

ข้อดีของการที่สายเล็กลง (แต่ไฟเต็ม)

น้ำหนักเบาลง : ขนย้ายง่าย

ร้อยท่อสะดวก : พื้นที่ในท่อเหลือเยอะขึ้น ทำงานง่ายขึ้น

ประหยัดทรัพยากร : เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ลดความปลอดภัย

ตารางเทียบ AWG กับ sq.mm.

ในงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสายที่นำเข้าจากต่างประเทศ มักระบุขนาดเป็น AWG ขณะที่มาตรฐานไทยนิยมใช้ sq.mm. การเข้าใจตาราง AWG เทียบ sq.mm. จะช่วยลดความผิดพลาดในการเลือกสายไฟ เช่น

AWGsq.mm.
142.39
233.61
326.65
421.14
516.76
613.29
710.55
88.36
96.63
105.26
114.17
123.31
132.63
142.08
151.65
161.31
171.04
180.82
190.65
200.52
210.41
220.33
230.26
240.20

ยิ่งเลข AWG น้อย ขนาดสายไฟจะยิ่งใหญ่และรองรับกระแสได้มากขึ้น ตารางนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในงานสายคอนโทรล และสาย Shielded Twisted Pair ที่ต้องการความแม่นยำทั้งด้านกระแสไฟและสัญญาณ

วิธีเลือกสายไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การเลือกสายไฟที่ดี ไม่ควรพิจารณาแค่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้

คำนวณโหลดกระแสไฟฟ้า : ต้องทราบว่าอุปกรณ์หรือเครื่องจักรนั้นใช้กระแสไฟฟ้ากี่แอมแปร์ (Ampere) และเลือกสายไฟที่ทนกระแสได้มากกว่าค่านั้น

แรงดันตก (Voltage Drop) : หากต้องเดินสายไฟระยะไกล เช่น เกิน 50 เมตร ต้องมีการคำนวณแรงดันตกโดยใช้ความยาวสายไฟและความต้านทานของตัวนำร่วมด้วย

เลือกสายไฟให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม : หากใช้งานในพื้นที่ที่มีความชื้น ความร้อน หรือสัญญาณรบกวนสูง ควรเลือกสายที่ออกแบบมาเฉพาะ เช่น

สายคอนโทรล สำหรับระบบควบคุมเครื่องจักร

สาย Shielded Twisted Pair สำหรับงานสัญญาณที่ต้องการลด EMI และสัญญาณรบกวน

กฎการเผื่อความปลอดภัย (Safety Margin) : แนะนำให้เลือกขนาดสายไฟที่รองรับกระแสได้มากกว่าความต้องการจริงประมาณ 20-25% เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่เกิดกระแสเกินชั่วคราว และรองรับการขยายระบบในอนาคต

เคล็ดลับและข้อควรระวังในการใช้สายไฟ

เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในโรงงานของคุณมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและปลอดภัยสูงสุด การเลือกใช้สายไฟควรควบคู่กับการติดตั้งตามมาตรฐานการติดตั้งสายไฟ และปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

ตรวจสอบฉนวนสม่ำเสมอ : ห้ามใช้สายไฟที่ฉนวนชำรุด แตกลายงา หรือแข็งกรอบ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของไฟฟ้าลัดวงจร

หลีกเลี่ยงความชื้นสะสม : แม้สายไฟบางชนิดจะกันน้ำได้ แต่การแช่น้ำเป็นเวลานานในจุดที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดกระแสไฟรั่วได้

การดัดโค้งสาย (Bending Radius) : สำหรับสายคอนโทรลที่มีความอ่อนตัวสูง ไม่ควรดัดหรือบิดสายให้มีส่วนโค้งแคบเกินกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้โครงสร้างฉนวนภายในและฉนวนภายนอกเสียหายได้ในระยะยาว

เลือกใช้สายมาตรฐานยุโรป : สายไฟที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีจากยุโรป เช่น สินค้าจาก NYX CABLE จะใช้ฉนวนเกรดสูงกว่าสายไฟทั่วไป ทำให้สายมีขนาดเล็กกว่า ความอ่อนตัวมากกว่า ติดตั้งง่ายในพื้นที่แคบ และนำกระแสได้เต็มประสิทธิภาพ

เลือกสายไฟคุณภาพ เพื่อระบบที่มั่นใจในทุกการใช้งาน

มั่นใจทุกการเดินสายไฟและระบบคอนโทรลด้วยสายคอนโทรล และสาย Shielded Twisted Pair จาก NYX CABLE ผู้เชี่ยวชาญด้านสายไฟโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 20 ปี ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากยุโรปทุกขั้นตอน มีสายไฟให้เลือกมากกว่า 15,000 SKU ครอบคลุมทุกการใช้งาน

ออกแบบมาเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน ลดความร้อน และรองรับงานโรงงานหรืออาคารอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลือกสายให้เหมาะสมกับขนาดและการใช้งานตามตาราง AWG / ตาราง sq.mm. เพื่อระบบไฟฟ้าที่เสถียร ปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานในระยะยาว

ติดต่อ NYX CABLE วันนี้ ได้ที่ LINE OA: @nyxcable โทร: 02-111-5588 เพื่อเลือกสายไฟคุณภาพสูงที่ตรงกับความต้องการของคุณทุกระบบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัดและเลือกขนาดสายไฟ (FAQs)

Q: ขนาดสายไฟวัดยังไง ?

A:  ใช้เครื่องมือวัดละเอียด (Bridge) เพื่อวัดค่าความต้านทานของตัวนำไฟฟ้า (Conductor Resistance) ในห้องแล็บ โดยตรวจสอบที่อุณหภูมิ 20 °C ว่าสายไฟความยาว 1 เมตร มีค่าความต้านทานต่ำกว่าค่ามาตรฐานในตารางหรือไม่

Q: AWG คืออะไร ?

A: AWG (American Wire Gauge) คือหน่วยวัดขนาดสายไฟตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา นิยมใช้กับสายสัญญาณและสายคอนโทรล โดยตัวเลข AWG จะสวนทางกับขนาดจริง คือเลขยิ่งน้อย สายยิ่งใหญ่

Q: 1 AWG เท่ากับกี่ตารางมิลลิเมตร ?

A: สายไฟขนาด 1 AWG มีพื้นที่หน้าตัดประมาณ 42.39 sq.mm. อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงควรอ้างอิงตารางเทียบ AWG กับ sq.mm.

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าสายไฟรองรับกี่แอมป์ ?

A: ต้องดูจากพื้นที่หน้าตัดของสาย (sq.mm.) ประเภทสายไฟ วิธีการเดินสาย และสภาพแวดล้อมการใช้งาน โดยสามารถอ้างอิงตารางพิกัดกระแส (Current Carrying Capacity) ตามแค็ตตาล็อกของผู้ผลิตแต่ละราย

Q: สายไฟ 2.5 sq.mm. รับกระแสได้กี่แอมป์ ?

A: โดยทั่วไป สายไฟขนาด 2.5 sq.mm. สามารถรองรับกระแสได้ประมาณ 16-20 แอมป์ ขึ้นอยู่กับประเภทฉนวน วิธีการติดตั้ง และอุณหภูมิรอบข้าง

แชร์บทความ:FacebookLINE
Call หาเราทันทีClick เลย !!!LINE ปรึกษาฟรีClick เลย !!!Email สอบถามClick เลย !!!